นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศแผนเพิ่มเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลอีก 30% ภายในเดือนนี้ การเพิ่มความสนับสนุนระบบการรักษาตัวที่บ้าน และการยกระดับประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการรวบรวมผลและประมวลข้อมูล เพื่อคาดการณ์ช่วงเวลา ที่ระบบสาธารณสุขของประเทศอาจกลับมาตึงตัวอีกครั้ง

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นประกาศเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องการบรรลุข้อตกลงกับบริษัทเมอร์ค ในการซื้อยาโมลนูพิราเวียร์สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน 1.6 ล้านชุด คิดเป็นเงินประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 39,330 ล้านบาท ) และแผนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์ ให้แก่ประชาชน เริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค.นี้ และเตรียมการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุตั้งแต่ 5 ปี

ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่า “ผลักภาระให้ประชาชน” นับตั้งแต่ประกาศนโยบาย เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เน้นการ “ให้ความสำคัญ” กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 “อาการวิกฤติ” และผู้ป่วย “อาการหนักที่มีแนวโน้มเข้าขั้นวิกฤติ” เป็นหลัก หมายความโรงพยาบาลทุกแห่งในประเทศจะสำรองเตียงให้กับผู้ป่วยกลุ่มนี้ก่อน ส่วนผู้ป่วยซึ่งมีอาการ “น้อยกว่านั้น” หรือระดับกลางลงไป ให้ใช้วิธีรักษาตัวที่บ้าน

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครอบคลุมประชากรในประเทศแล้ว 70% ส่วนอัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายกังวลว่า จำนวนผู้ป่วยอาจกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวนี้ ซึ่งจะเป็นระลอกที่ 6 ของการแพร่ระบาด